วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บทที่ 1-7

บทที่ 7 ตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยว
ในบทนี้จะกล่าวถึงตัวแทนจำหน่ายการท่องเที่ยวที่สำคัญ 4 ประเภท คือ แทรเวล เอเจนซี่ บริษัททัวร์ บริษัทรับจัดการ ณ แหล่งท่องเที่ยว และบริษัทรับจัดการประชุม
แทรเวล เอเจนซี่ หมายถึง ธุรกิจขายปลีกที่ได้รับอนุมัติให้เป็รตัวแทนขายสินค้าทางการท่องเที่ยว และช่วยเหลือในการวางแผนการท่องเที่ยวให้ลูกค้า
บทบาทหน้าที่ของแทรเวล เอเจนซี่
1. จัดหาราคาหรืออัตราสินค้าทางการท่องเที่ยว
2. ทำการจอง
3. รับชำระเงิน
4. ทำการส่งบัตรโดยสารหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง
5. ช่วยเหลือลูกค้าในการซื้อสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวอื่นๆ
6. ช่วยดำเนินการในการซื้อบัตรโดยสาร
7. ออกบัตรโดยสารเครื่องบินและเอกสารอื่นๆ
ประโยชน์ของการใช้บริการของเฃแทรเวล เอเจนซ๊
1. แทรเวล เอเจนซี่มีความชำนาญในการหาข้อมูลและวางแผนการท่องเที่ยว
2. แทรเวล เอเจนซี่สามารถหาข้อเสนอหรือราคาที่ดีที่สุด
3. แทรเวล เอเจนซี่ช่วยประหยัดเวลาและความลำบาก
4. แทรเวล เอเจนซี่ช่วยแก้ปัญหาได้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือปัญหา
5. แทรเวล เอเจนซี่รู้จักผู้ประกอบธุรกิจมากกว่า
6. แทรเวล เอเจนซี่รู้จักแหล่งท่องเที่ยวดีกว่า
ประเภทของแทรเวล เอเจนซี่ มี 4 ประเภท คือ
1. แบบที่มีมาตั้งแต่เดิม
2. แบบที่ขายทางอินเตอร์เน็ต
3. แบบที่ชำนาญเฉพาะทาง
4. แบบที่ประกอบธุรกิจจากที่พัก
ประโยชน์ของการใช้บริการของบริษัททัวร์
1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
2. ประหยัดค่าใช้จ่าย
3. ได้ความรู้
4. ได้เพื่อนใหม่
5. ได้ความสบายใจและรู้สึกปลอดภัย
6. ไม่มีทางเลือกอื่น
ประเภทของทัวร์
1. ทัวร์แบบอิสระ
2. ทัวร์แบบไม่มีผู้นำเที่ยว
3. ทัวร์แบบมีผู้นำเที่ยว
- จะเห็นได้ว่าแทนจำหน่ายทางการท่องเที่ยวแต่ละประเทศมีลักษณะเฉพาะของตนเอง มีวัตถุประสงค์และบทบาทหน้าที่ต่างกันใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมาธุรกิจบริษัทรับจ้างการ ณ แหล่งท่องเที่ยวและบิรษัทรับจัดการประชุมมีการเจริญเติบโตสูงมาก ทั้งนี้เนื่องจากการขยายตัวทางการตลาดท่องเที่ยวโดยฌฉพาะอย่างยิ่งตลาดนักธุรกิจ จึงมีการเดินทางเพื่อประชุม ร่วมนิทรรศการ และการเดินทางท่องเที่ยวแบบเป็นรางวัลมากขึ้นจึงทำให้ธุรกิจดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บทที่ 1-7

บทที่ 6 ที่พักแรม
ที่พักแรมมีบทบาทโดยตรงในการสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ห่างไกล และจำเป็นต้องค้างแรมเพื่อพักผ่อนระหว่างการเดินทาง
ความเป็นมา
ธุรกิจที่พักแรมในสากล / ต่างประเทศ ที่พักแรมมีมาแต่ยุคโบราณ ย้อนหลังไปถึงยุคอารยธรรมกรีกและโรมัน เกิดขึ้นสนองความต้องการที่พักของนักเดินทางที่ไม่สามารถไปกลับได้ในวันเดียว
โรงแรม เป็นประเภทธุรกิจที่พักแรมที่สำคัญในปัจจุบัน คำเรียกที่พักว่า Hotel นี้เดิมมาจากภาษาฝรั่งเศษและมาปรากฎใช้เรียกธุรกิจประกอบการที่พักแรมในอังกฤษและอเมริกาในศตวรรษที่ 18
ธุรกิจที่พักแรมในประเทศไทย
กิจการโฮเต้ล หรือโรงแรมที่สำคัญในอดีตได้แก่
- โอเรียนเต็ลโฮเต็ล สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลาสีเรือชาวต่างชาติเป็นเพียงอาคารไม้ชั้นเดียว
- โฮเต็ลหัวหิน หรือ โรงแรมรถไฟหัวหิน
- โฮเต็ลวังพญาไท
- โรงแรมรัตนโกสินทร์
ปัจจัยพื้นฐานในการบริการที่พักแรม
1. ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้พัก
2. ความสะอาดและสุขอนามัยในสถานที่พัก อาหาร-เครื่องดื่ม และบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับกิจการที่เสนอบริการในระดับมาตรฐานที่ดีขึ้นจะคำนึงปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ได้แก่
2.1 ความสะดวกสบายจากบริการสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและสนองตอบความต้องการของผู้พักกลุ่มต่างๆ
2.2 ความเป็นส่วนตัว
2.3 บรรยากาศการตกแต่งที่สวยงาม
2.4 ภาพลักษณ์ของกิจการ และอื่นๆ
ประเภทที่พักแรม
1. โรงแรม
1.1 เกณฑ์การจำแนกประเภทโรงแรม
- ด้านที่ตั้ง
- ด้านขนาด
- ด้านจุดประสงค์ของผู้มาพัก
- ด้านราคา
- ด้านระดับการบริการ
- ด้านการจัดระดับมาตรฐานโดยใช้สัญลักษณ์
- ด้านความเป็นเจ้าของและรูปแบบการบริหาร แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ โรงแรมอิสระ และ โรงแรมจัดการแบบกลุ่ม / เครือ หรือ เชน
2. ที่พักนักท่องเที่ยว
- บ้านพักเยาวชน หรือ โฮสเทล เป็นที่พักราคาประหยัดพัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเดินทางท่องเที่ยวในดินแดนต่างๆ
- ที่พักพร้อมอาหารเช้าราคาประหยัด
- ที่พักริมทางหลวง
- ที่พักแบบจัดสรรเวลาพัก หรือไทม์แชริ่ง
- เกสต์เฮ้าส์
- อาคารชุดบริการที่พักระยะยาว หรือ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์
- ที่พักกลางแจ้ง
- โฮมสเตย์ หรือ ที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท เป็นรูปแบบบริการที่พักพร้อมกิจกรรมการท่องเที่ยว
แผนกงานในโรงแรม แบ่งเป็นแผนกงานสำคัญได้ดังนี้
- แผนกงานส่วนหน้า เป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างโรงแรมและแขกผู้พัก
- แผนกงานแม้บ้าน รับผิดชอบการจัดเตรียมห้องพักแขก การทำความสะอาดเรียบร้อยในพื้นที่ต่างๆ
- แผนกขายและการตลาด รับผิดชอบวางแผนตลาด และควบคุมการใช้กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมเพื่อสร้างรายได้แก่ธุรกิจ
- แผนกบัญชีและการเงิน ดูแลจัดทำบัญชีและควบคุมการเงินของโรงแรม
- แผนกทรัพยากรมนุษย์ ในบางกิจการขนาดเล็กจะเป็นแผนกบุคคล

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บทที่ 1-7

บทที่ 5 การคมนาคมขนส่ง
การคมนาคมขนส่ง หมายถึง "กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายคน สัตว์ สิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
พัฒนาการขนส่งทางบก
เริ่มขึ้นในสมัย 200 ปีก่อนคริสตกาล หรือยุคบาบิลอน ซึ่งใช้คนลากรถสองล้อไปบนถนน จนกระทั่งในยุคโรมันจึงได้มีการพัฒนาการขนส่งจากรถลาก มาเป็นรถสี่ล้อที่ใช้ม้าลาก พร้อมกับการสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างเมืองและรัฐต่างๆ ในยุคนั้น
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ ขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาการขนส่งทางเรือและรถไฟ ส่งผลให้ผู้คนเดินทางเป็นจำนวนมาก เนื่องจากรถไฟเป็นยานพาหนะที่มีความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็ว รวมทั้งมีราคาค่อนข้างถูก
พัฒนาการขนส่งทางน้ำ
เป็นการขนส่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีการพัฒนาแพขึ้นมาจากท่อนไม้ และต่อมานำไม้ทั้งต้นมาขุด เจาะเป็นลำเรือ การขนส่งผู้โดยสารเรือครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1772 ในประเทศอังกฤษ โดยมีห้องสำหรับดื่มกาแฟเพื่อบริการแก่ผู้โดยสาร หลังจากนั้นได้มีบริการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญอังกฤษชื่อ "ซีลอน" ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ธุรกิจเรือสำราญได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ จึงจำเป็นต้องมีการลดราคาการเดินทางลง
พัฒนาการขนส่งทางอากาศ
สองพี่น้องตระกูล Wright ได้คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องบินขึ้นเป็นครั้งแรก ก็ได้มีความพยายามพัฒนารูปแบบและเครื่องยนต์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จาก ได้มีการผลิตเครื่องบินออกมาใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
ประเภทของธุรกิจการคมนาคมขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว
1. ธุรกิจการขนส่งทางบก มีความสะดวก คล่องตัวและประหยัด
- การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ
- การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์ส่วนบุคคล
- รถตู้เพื่อนันทนาการ
- รถโดยสารเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
5.1 รถโดยสารประจำทาง
5.2 รถโดยสารไม่ประจำทางหรือเช่าเหมา
ธุรกิจเช่ารถในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. บริษัทเช่ารถระหว่างประเทศขนาดใหญ่
2. บริษัทรถเช่าขนาดเล็กอิสระ
2. ธุรกิจการขนส่งทางน้ำ
การเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำแบ่งออกเป็นหลายประเภทดังนี้
2.1 เรือเดินทะเล
2.2 เรือสำราญ
2.3 เรือข้ามฟาก
2.4 เรือใบและเรือยอร์ช
2.5 เรือบรรทุกสินค้า
3. ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ
การเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ
3.1 การบินลักษณะเที่ยวบินประจำ เป็นการบินระหว่างเมืองต่อเมืองโดยมีตารางบินที่แน่นอน การบินประเภทนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทย่อยคือ
3.1.1 เที่ยวบินประจำภายในประเทศ
3.1.2 เที่ยวบินประจำระหว่างประเทศ
3.2 การบินลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ เป็นการบินที่จัดเสริมในตาราง และสามารถแวะรับผู้โดยสารทั่วไปโดยไม่ต้องเป็นกลุ่มเดิมได้ จึงได้รับความนิยามากในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
3.3 การบินลักษณะเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ให้บริการแก่กลุ่มสมาชิกสมาคมหรือองค์การ หรือกลุ่มนักท่องเที่ยว รับ-ส่ง ผู้โดยสารเฉพาะกลุ่มเดิมได้เท่านั้น

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บทที่ 1-7

บทที่ 4 องค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
แหล่งท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้คนเดินทางเข้ามาในประเทศประเภทของแหล่งท่องเที่ยวอาจจัดแบ่งแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วยลักษณะเฉพาะต่างๆ
มีจำกัดความ 3 คำ
1. ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว หมายถึง สิ่งทีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่อยู่ในรูปธรรมและนามธรรม
2. จุดหมายปลายทาง หมายถึง สถานที่ที่ใดที่หนึ่ง อาจจะเฉพาะเจาะจงหรืออาจจะเป็นสถานที่ทั่วๆไป
3. สิ่งดึงดูใจทางการท่องเที่ยว หมายถึง สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้ผู้คนเดินทางเข้าไปเยี่ยมชม
สรุปความหมายได้ว่า สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนองตอบต่อจุดประสงค์ด้านความพึงพอใจ หรือด้านนันทนาการ จาจเป็นสถานที่ใดที่หนึ่งเฉพาะหรือหลายๆ ที่ก็ได้ มีทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือ เป็นแหล่งธรรมชาติ
การท่องเที่ยวแหง่ประเทศไทยได้แบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
1. แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
2. แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
3. แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น
สำหรับโบราณสถานที่มีในประเทศไทยนั้น กรมศิลปากรได้แบ่งโบราณสถานออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่
1. โบราณสถานสัญลักษณ์แห่งชาติ
2. อนุสาวรีย์แห่งชาติ
3. อาคารสถาปัตยกรรมแห่งชาติ
4. ย่านประวัติศาสตร์
5. อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ
6. นครประวัติศาสตร์แห่งชาติ
7. ซากโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีประวัติศาสตร์แห่งชาติ
แหล่งท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย
ภาคกลาง ประกอบด้วย 21 จังหวัด และ 1 เขตปกครองพิเศษ
- เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ เป็นศูนย์รวมแม่น้ำสายสำคัญ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม ทำนาปลูกข้าว มีสวนผลไม้ และทำไร่ กิจกรรมพาณิชย์ รับราชการ และงานหัตถศิลป์อีกมากมาย
ภาคเหนือ ประกอบด้วย 17 จังหวัด
- เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของประเทศไทย ทำให้พบโบราณสถานต่างๆ งานหัตถกรรมมากมายที่สร้างสรรค์เป็นข้าวของเครื่องใช้
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 19 จังหวัด
- แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมีหลายแห่ง อาทิ ภูเรือ ภูกระดึง ฯลฯ งานหัตถกรรมต่างๆ จัดเป็นสินค้าที่ระลึกอันเลื่องชื่อ คือ ผ้าไหม ลายสวย เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ
ภาคตะวันออก ประกอบด้วย 4 จังหวัด
- เป็นแหล่งรวมแร่อัญมณีที่มีค่าของประเทศ
ภาคใต้ ประกอบด้วย 14 จังหวัด
-กิจกรรมงานประเพณีของภาคใต้ มีหลายอาทิ การแสดงโนราห์ หนังตะลุง เป็นต้น
ในประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลกทั้งหมด 5 แห่ง
- ทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง
- อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
- อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา
- แหล่งขุดค้นโบราณคดีบ้านเชียง
- ดงพญาเย็น เขาใหญ่

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บทที่ 1-7

บทที่ 3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางนักท่องเที่ยว
แรงจูงใจ
แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวแตกต่างจากการจูงใจในวิชาจิตวิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพของบุคคลแรงจูงใจทางด้านการท่องเที่ยว หรือแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเป็นแนวคิดที่เป็นแบบลูกผสมระหว่างแนวคิดทางจิตวิทยา ผสมกับแนวคิดทางด้านสังคมวิทยาวัฒนธรรมและพลังทางชีววิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมทางการท่องเที่ยว
ทฤษฏีต่างๆเกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว
1. ทฤษฎีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น Maslow กล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการ และมนุษย์จะแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ไม่มีวันจบสิ้นเมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการอีกระดับหนึ่งก็จะเกิดขึ้นมาแทนที่ Maslow ได้เสนอลำดับขั้นขั้นตอนความต้องการของมนุษย์ทั้งหลาย 5 ขั้น
2. ทฤษฎีขั้นบันไดแห่งการเดินทาง ผู้นำเสนอทฤษฎีนี้คือ Philip Pearce โดยประยุกต์จากทฤษฎีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็นของ Maslow
3. แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น Crompton ได้ทำการวิจัยถึงการศึกษาแรงจูงใจที่ผลักดันให้คนเรามีการเดินทางท่องเที่ยว โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่เป็นคนชั้นกลาง จำนวน 30 คน
แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น มี 7 ประเภท ดังนี้
1. การหลีกเลี่ยงหนีจากสภาพแวดล้อมที่จำเจ
2. การสำรวจและการประเมินตนเอง
3. การพักผ่อน
4. ความต้องการเกียรติภูมิ
5. ความต้องการที่จะคอยกลับไปสู่สภาพเดิม
6. กระชับความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
7. การสร้างเสริมการปะทะสังสรรค์ทางสังคม
4. แรงจูงใจทางการท่องเที่ยวในทัศนะของ SWARBROOKE
1. แรงจูงใจทางด้านสรีระหรือทางกายภาพ
2. แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม
3. การท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองอารมณ์ ความรู้สึก บางอย่าง
4. การท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มาเพื่อสถานภาพ
5. แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง
6. แรงจูงใจส่วนบุคคล
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแรงจูงใจทางด้านการท่องเที่ยว
คนเรามักมีแรงจูงใจที่หลากหลาย ที่กำหนดพฤติกรรมการท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บทที่ 1-7

บทที่ 2 ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้น ถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจสามารถจะสืบย้อนได้ไปถึงสมัยที่ยังมีอาณาจักร Babylonian และอาณาจักร Egyptian หลักฐานที่สนับสนุนการกล่าวอ้างนี้ก็คือ ได้มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุ ขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปเข้าชมในนคร Babylon เมื่อประมาณ 2,600 ปีมาแล้ว
นักท่องเที่ยวชาวกรีกมีการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2300 ปีมาแล้ว นักท่องเที่ยวชาวกรีกจะนิยมเดินทางไปยังสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นสิงสถิตของเทพเจ้าที่ทำการบำบัดรักษาโรค นักท่องเที่ยวส่วนมากจึงเดินทางทางเรือ สินค้าต่างๆ ก็มีการขนส่งทางเรือชาวกรีกจึงเป็นนักเดินเรือที่มีความชำนาญ ผลก็คือมีเมืองท่าชายฝั่งทะเลเกิดขึ้นมากมาย
การกระจายอำนาจทางการบริการและอำนาจทางการในยุคอาณาจักรโรมันทำให้คนโรมันเดินทางไปยังต่างประเทศเพื่อเยี่ยมญาติและเพื่อนฝูง เหมือนกับการเดินทางประเภท VFR ในปัจจุบัน การพัฒนาทางด้านการสื่อสารอย่างรวดเร็วประกอบกับชัยชนะของชาวโรมันทำให้ การเดินทางมีมากขึ้น การมีถนนชั้นเยี่ยมและสถานที่พักแรม ทำมห้การเดินทางมีความปลอดภัย รวดเร็วและสะดวกขึ้น
สรุปได้ว่าในสมัยอาณาจักรโรมันการท่องเที่ยวมีทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แต่การท่องเที่ยวระหว่างประเทศนั้นเป็นการท่องเที่ยวที่ไร้พรมแดนเพราะไม่มีอาณาเขตแบ่งแยกดินแดนว่าเป็นดินแดนของอังกฤษ หรือซีเรีย อย่างในปัจจุบัน
การท่องเที่ยวในยุคกลาง
ปัญหาที่นักเดินทางในยุคกลางต้องเผชิญคือ โจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทางมัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทาง และเป็นทั้งผู้ปกป้องนักเดินทางด้วยมัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงได้รับค่าจ้างสูง ค่าจ้างมัคคุเทศก์ในสมัยนั้น เท่ากันครึ่งหนึ่งของราคาอูฐหนึ่งตัว
ผลของการเดินทางเพื่อจารึกแสวงบุญมี ประเด็นที่สำคัญ 3 ประเด็นคือ
1. มีเป้าหมายของการเดินทางที่เด่นชัดได้แก่ การแสวงบุญ
2. ผลการเดินทางมีความสำคัญและความหมายทางด้านจิตใจเพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญแห่งชีวิต
3. ผู้แสวงบุญต้องการให้คนอื่นเห็นถึงความสำเร็จแห่งการเดินทางในรูปของที่ระลึก
เรือกลไฟ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ทำให้เกิด การพัฒนาเรือกลไฟเพื่อการเดินทางทางน้ำ ถึงแม้ว่าบริการเรือข้ามฝากจะเริ่มมีบริการตั้งแต่ปี 1761 ปี ระหว่างเมือง Brighton ในอังกฤษกับเมือง Dieppe ในฝรั่งเศส แต่เรือกลไฟเพื่อการค้าข้ามช่องแคบที่วิ่งอยู่ประจำเพิ่งจะเริ่มต้น ในปี 1821 โดยเปิดวิ่งระหว่างเมือง Dover ของอังกฤษและ Calais ของฝรั่งเศส บริษัท ที่ดำเนินกิจการรถไฟเพิ่งจะตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงจึงซื้อกรรมสิทธิ์เพื่อดำเนินกิจการเรือข้ามฝากเอง ทำให้บริการเรือกลไฟข้ามช่องแคบขยายตัวกว้างขวางขึ้น
การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1945 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องรูปแบบของการเดินทางครั้งสำคัญนั่นคือ การเดินทางระยะไกลด้วยเครื่องบินซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การบินเที่ยวแรก เป็นการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค ระหว่างนิวยอร์คในประเทศสหรัฐ กับเมืองปอร์ธสมัธของประเทศอังกฤษ
การเดินทางทางอากาศมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การขยายคัวนี้เนื่องมาจากมีเครื่องบินที่เหลือจากสงครามและทัศนคติที่ยอมรับผู้ประกอบการเอกชนมาทำธุรกิจการบิน และการที่ผู้ประกอบการบางคนปรากฏตัวด้วยการเดินทางเครื่องบิน วนปี ค.ศ. 1958 ได้มีการแนะนำเครื่องบินไอพ่นโบอิ้ง 707 นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางอากาศแบบมหาชนเป็นครั้งแรก

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บทที่ 1-7

บทที่ 1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว
“การท่องเที่ยว” หลายคนอาจนึกถึงคำว่า การท่องเที่ยว ไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ หรือไปร่วมกิจกรรมบางอย่าง ดังนั้นจึงพบว่ากิจกรรมการเดินทางนั้นมีเกี่ยวข้อง และสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ ตัวอย่างของการเดินทางในสมัยโบราณ อาทิ การทำสงคราม การแสวงหาสินค้า แสวงหาดินแดนใหม่
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า การเดินทางไม่ใช่การท่องเที่ยวเสมอไป ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างที่ควรจะรู้จักถึงความหมายของการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้แก่ประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

การเดินทางที่จัดเป็นการท่องเที่ยวต้องมีลักษณะดังนี้
1. เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว
2. เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ
3. เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆ ก็ตามที่มิใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้

ประเภทการท่องเที่ยว สามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ ได้แก่
1. การแบ่งตามสากล
2. การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง
3. การแบ่งตามจุดมุ่งหมายของการท่องเที่ยว

การแบ่งตามสากล แบ่งโดยใช้ประเทศเป็นกำหนด
1. การท่องเที่ยวภายในประเทศ หมายถึง ผู้ที่อาศัยภายในประเทศนั้นๆ เดินทางภายในประเทศของตนเอง
2. การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นพำนักอาศัยที่อื่นเดินทางเข้ามาเที่ยวภายในประเทศนั้นๆ
3. การท่องเที่ยวนอกประเทศ หมายถึง ผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศหนึ่งเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการได้แก่
1. องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนักท่องเที่ยว
2. องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว

องค์ประกอบที่สนับสนุนกิจกรรมทางการท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น
1. ธุรกิจการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก
2. ธุรกิจการประชุม สัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดนิทรรศการ
3. การบริการข่าวสารข้องมูล
4. การอำนวยความสะดวกทางด้านความปลอดภัย
5. การอำนวยความสะดวกในการเข้า – เมือง

ทางด้านเศรษฐกิจ
1. สร้างรายได้เป็นเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก
2. การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น หากธุรกิจที่พักแรมดำเนินไปได้ด้วยดี การจ้างงานก็จะมีมากขึ้น หากธุรกิจร้านอาหารดำเนินไปด้วยดี นอกจากจะมีการจ้างงานแล้ว ยังมีการซื้อวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้น ทำให้รายได้ของเกษตร หรือผู้ผลิตขั้นปฐมภูมิ มีมากขึ้น
3. การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการนำเอาทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่า อาทิ การผลิตสินค้าที่ระลึกจากวัสดุที่เหลือใช้
4. การท่องเที่ยวช่วยลดปัญหาการว่างงาน และการอพยพเข้ามาในเมืองหลวงของประชากร จากชนบท ทำให้รัฐบาลมีรายรับในรูปของภาษีอากรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์สำหรับชาติมากขึ้นด้วย

ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
1. การท่องเที่ยวมีการส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีของมวลมนุษย์ชาติ
2. การท่องเที่ยวมีส่วนในการพัฒนา ยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม
3. การท่องเที่ยวมีส่วนในการลดปัญหาสังคม เนื่องจากเมื่อคนมีงานทำมีรายได้ ปัญหาอาชญากรรม สิ่งเสพติด ก็ลดลงตามไปด้วย
4. การท่องเที่ยวมีส่วนในการช่วยฟื้นฟู อนุรักษ์วัฒนธรรมและส่งแวดล้อม
5. การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยให้คนในสังคมรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการรู้จักนำผลิตผลท้องถิ่นมาผลิตเป็นสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก หรือของใช้ จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว

ทางด้านการเมือง
1. การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2. การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยและภาพลักษณ์ที่ดี ให้เกิดมีแก่ประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวมักเลือกเดินทางไปประเทศที่มีความปลอดภัยและมั่นคง